คัมภีร์พระพุทธศาสนา

คัมภีร์ที่เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาคือพระไตรปิฎกซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ พระวินัย คือพุทธบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม และการดำเนินกิจการต่างๆ ของภิกษุและภิกษุณี พระสูตร คือพระธรรมเทศนาและคำอธิบายธรรมต่างๆ ที่ตรัสให้เหมาะกับบุคคลและโอกาส ตลอดจนบทประพันธ์ เรื่องเล่า และเรื่องราวที่เป็นชั้นเดิมในพระพุทธศาสนา และพระอภิธรรม คือการแสดงสภาวธรรมล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับบุคคลและเหตุการณ์

คัมภีร์ดังกล่าวข้างต้นนี้แต่งเป็นภาษาบาลี ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่มายังประเทศไทยจึงได้มีการแปลคัมภีร์ต่างๆ เป็นภาษาไทย และมีงานประพันธ์เกี่ยวกับประวัติของพระพุทธศาสนาที่แสดงให้เห็นความสำคัญและความเจริญของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยด้วย เช่น จามเทวีวงศ์, มหาวงศ์, ชินกาลมาลีปกรณ์ เป็นต้น

นอกจากเป็นหลักในการสืบทอดคำสอนแล้ว คัมภีร์พระพุทธศาสนายังเป็นแรง บันดาลใจแก่กวีไทยในการประพันธ์วรรณคดีเรื่องต่างๆ

นิทานพื้นบ้าน

คำว่า “นิทาน” หมายถึงเรื่องเล่าที่เขียนเป็นร้อยแก้ว หรือร้อยกรอง หรือเล่าด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย นิทานตรงกับคำว่า tale ในภาษาอังกฤษ หมายรวมทั้งเรื่องจากเหตุการณ์จริงและเรื่องแต่ง ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่านิทานเป็นงานสร้างสรรค์ที่มีลีลาแบบกันเอง เป็นการเล่าด้วยวาจา

ในทางคติชนวิทยาคำว่า “นิทาน” ใช้หมายถึงเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาจนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม อาจเรียกด้วยชื่อต่างๆ กัน เช่น นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นเมือง หรือ นิทานชาวบ้าน

นิทานพื้นบ้าน มีลักษณะ 3 ประการ ได้แก่ 1) แต่งเป็นร้อยแก้ว เล่าเรื่องด้วยถ้อยคำธรรมดา 2) สืบทอดกันมาช้านานด้วยการเล่าแบบแบบมุขปาฐะ 3) ไม่ปรากฏชื่อผู้เล่าเดิม

การเล่านิทานมีอยู่ในทุกสังคม แต่เดิมเป็นการเล่าแบบมุขปาฐะ ต่อมาเมื่อมีตัวอักษรใช้ การถ่ายทอดเป็นลายลักษณ์จึงช่วยให้นิทานแพร่กระจายได้กว้างขวางยิ่ง ขึ้น อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะของเรื่องเล่าซึ่งมีทั้งที่เป็นมุขปาฐะและลายลักษณ์จึงไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่านิทานพื้นบ้านมีที่มาจากวรรณกรรมมุขปาฐะเพียงอย่างเดียว หรืออาจมาจากวรรณกรรมลายลักษณ์ด้วย

นิทานพื้นบ้านที่เป็นที่รู้จักของคนไทยอาจแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ นิทานมหัศจรรย์, นิทานชีวิต และตำนาน

นิทานมหัศจรรย์ ได้แก่, สินไช, โสวัต, นกกระจาบ, ศรีธนญชัย สุริวงศ์, นางสิบสอง, สังข์ทอง, พระสุธน มโนห์รา, สุบินกุมาร

นิทานชีวิต ได้แก่ โอ้เป่มสามลอ, ขุนช้าง ขุนแผน, ไกรทอง

ำนาน ได้แก่ พระร่วง, ท้าวแสนปม

วรรณคดีอินเดีย

ไทยกับอินเดียมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมมาแต่โบราณกาล นอกจากศาสนาและ ขนบธรรมเนียมประเพณี ไทยยังได้รับอิทธิพลทางภาษาและวรรณคดีทั้งบาลีและสันสกฤตจากอินเดียอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากคำบาลีสันสกฤตที่ปรากฏอยู่ในภาษาและวรรณคดีไทยที่รับมาจากวรรณคดีบาลีประเภทคัมภีร์พระพุทธศาสนา ส่วนวรรณคดีสันสกฤตนั้นมีทั้งที่ไทยรับมาเป็นเรื่องเล่าแล้วจดจารลงภายหลัง เช่น รามายณะ เรื่องที่แปลหรือได้เค้าเรื่องมาจากวรรณคดีสันสกฤตโดยตรง เช่น คัมภีร์ นาฏยศาสตร์ และเรื่องที่แปลหรือได้เค้าเรื่องมาจากวรรณคดีสันสกฤตที่มีผู้แปลไว้เป็นภาษาอังกฤษแล้ว เช่น ศกุนตลา

วรรณคดีอินเดียที่เป็นที่มาของเนื้อหาวรรณคดีไทย มีตัวอย่างดังนี้ รามายณะ, มหาภารตะ, ตันโตรปาขยานะ, กถาสริตสาคระ, วิกรมจริตะ, เวตาลปัญจวิงศติ, หิโตปเทศะ, Bengali Household Tales

วรรณคดีเปอร์เชีย

ชาวเปอร์เชียหรืออิหร่านเดินทางมาค้าขายที่ตะนาวศรีและมะริดตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 และเริ่มมีความสัมพันธ์กับชาวสยามในกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2154-2171) ซึ่งตรงกับรัชสมัย Shah Abbas แห่งราชวงศ์ Safavids ของเปอร์เชีย (พ.ศ. 2131-2172)

ใน พ.ศ. 2145 ชาวเปอร์เชียชื่อ เชค อะหมัด เดินทางมาค้าขายกับราชสำนักสยามได้เข้ารับราชการและเป็นต้นตระกูลบุนนาคต่อมา

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) Shah Sulaiman แห่งราชวงศ์ Safavids (พ.ศ. 2209-2237) ได้ทรงส่งคณะทูตจากราชสำนักเปอร์เชียมายังสยามใน พ.ศ. 2228 Muhammad Ibrāhīm เลขานุการคณะทูตได้บันทึกการเดินทางครั้งนั้นไว้ในหนังสือเรื่อง Safīna-i sulaimānī (The Ship of Sulaimān) เป็นหลักฐานที่แสดงว่าสยามกับเปอร์เชียมีความสัมพันธ์กันทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ เช่น อาหาร, การแต่งกาย, วรรณกรรม, และศิลปะอื่นๆ

กล่าวเฉพาะด้านวรรณกรรม มีหลักฐานว่าในราชสำนักสยามนิยมฟังเรื่องเล่าต่างๆ ของเปอร์เชีย ดังในบันทึกบำงตอนว่า “ทุกๆ เช้าและเย็นเป็นเวลา 20 ปี ขุนนางเปอร์เชียได้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ถวาย […]” “ซัยยิด ดัรมันดี จากคุรอซาน ได้ทำเรื่องย่อของ Shāhnāma ถวายด้วย”

วรรณคดีตะวันตก

ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกมานับตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พ.ศ. 2034-2072) แห่งกรุงศรีอยุธยา โปรตุเกสเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาค้าขายและเผยแผ่คริสต์ศาสนาในกรุงศรีอยุธยา ประเทศไทยในขณะนั้นเปิดรับวัฒนธรรมของชาติตะวันตกและให้เสรีภาพแก่การเผยแผ่ศาสนา

ครั้นถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) พระเจ้าหลุยส์ที่ 14แห่งฝรั่งเศสได้เปิดสัมพันธไมตรีกับไทย คณะบาทหลวงฝรั่งเศสนำศิลปวิทยาการของตะวันตกมาสู่สังคมไทยมากขึ้น แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็เสื่อมลงในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231-2246) ด้วยเหตุผลทางการเมือง ศิลปวิทยาการตะวันตกจึงมิได้สืบทอดและแพร่หลายในหมู่ราษฎร

ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา วัฒนธรรมตะวันตกก็แพร่หลายมากขึ้น มิชชันนารีอเมริกัน เช่น หมอบรัดเล, หมอสมิธ ฯลฯ มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาและเผยแพร่วัฒนธรรมตะวันตกในสังคมไทย

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาอาศัยในประเทศไทยมากกว่าแต่ก่อนและช่วยกันเผยแผ่ศาสนาทั้งในเขตพระนครและหัวเมือง ทำให้วัฒนธรรมตะวันตกแพร่หลายไปถึงชนบท

กล่าวโดยเฉพาะด้านภาษาและวรรณกรรม มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้คนไทยเข้าถึงวรรณกรรมตะวันตกจนเป็นที่นิยมอ่านและแปล ตลอดจนรับรูปแบบเนื้อหามาใช้ในการประพันธ์

นอกจากการรับเนื้อเรื่องและโครงเรื่องด้วยวิธีการแปล การดัดแปลง และการนำเค้าเรื่องมาแต่งใหม่แล้ว ยังมีการรับประเภทวรรณกรรม (genre) และฉันทลักษณ์ (prosody) จากวรรณกรรมตะวันตกมาปรับใช้อีกด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *